ความสำคัญในการทำดีต่อบิดามารดา

8

ความสำคัญในการทำดีต่อบิดามารดา

ในทัศนะของอิสลามการทำดีต่อบิดามารดามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งความสำคัญนี้ได้ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน เคียงข้างกับการบัญชาให้เคารพภัคดีและการออกห่างจากการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นจำนวนถึง 60 ครั้ง  และเช่นเดียวกัน การปฏิบัติดีต่อพ่อแม่ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น (วาญิบ) การไม่เอาใจใส่และการเพิกเฉย และการละทิ้งพวกท่านนั้น อิสลามถือว่าเป็นบาปที่ใหญ่หลวงนัก การทำดีต่อบิดามารดานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือสื่อหนึ่งของการแสดงการขอบคุณต่อทุกๆ ความดีงามและการเสียสละทั้งหลายของพวกท่าน

คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวถึงสาเหตุของความจำเป็นที่จะต้องทำดีต่อบุพการีไว้ว่า

وَوَصَّيْنَا الْإِنسَانَ بِوَالِدَيْهِ إِحْسَانًا ۖ حَمَلَتْهُ أُمُّهُ كُرْهًا وَوَضَعَتْهُ كُرْهًا ۖ وَحَمْلُهُ وَفِصَالُهُ ثَلَاثُونَ شَهْرًا ۚ حَتَّىٰ إِذَا بَلَغَ أَشُدَّهُ وَبَلَغَ أَرْبَعِينَ سَنَةً

“และเราสั่งแก่มนุษย์ให้ทำดีแก่ผู้ให้กำเนิดทั้งสองของเขา ซึ่งมารดาของเขาได้ตั้งครรภ์เขามาด้วยกับความทุกข์ทรมานเป็นที่สุด และได้คลอดเขามาด้วยกับความยากลำบาก และการตั้งครรภ์เขาจนถึงการหย่านมแก่เขานั้น ใช้เวลาประมาณถึง 30 เดือน จนกระทั่งพวกเขาบรรลุสู่วัยฉกรรจ์และบรรลุสู่วัย 40 ปี”

(อัลกุรอานอัลอะฮ์กอฟ โองการที่ 15)

การ “ญิฮาด” คือกฎบังคับหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในหลักปฏิบัติของศาสนา (ฟูรูอุดดีน) ซึ่งบางครั้งก็เป็นหน้าที่บังคับเหนือมุสลิมทุกคน และบางครั้งหากมีกำลังเพียงพอแล้ว หน้าที่นี้ก็ไม่เป็นที่วาญิบเหนือบุคคลอื่น แต่การอาสาสมัครในการออกไปต่อสู้ (ญิฮาด) ถือเป็นผลบุญอันยิ่งใหญ่ แต่การกระทำเช่นนี้ หากผู้เป็นบิดามารดาไม่พึงพอใจหรือไม่อนุญาต ลูกๆ ก็ไม่สามารถที่จะออกไปสู่สนามรบได้

อิมามซอดิก (อ.) กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  : มีชายผู้หนึ่งมาหาท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) และกล่าวว่า “ฉันเป็นคนหนุ่มที่มีความแข็งแรงและปรารถนาที่จะออกไปญิฮาด แต่มารดาของฉันไม่พอใจ ฉันควรจะทำอย่างไรดี” ศาสนทูต (ซ็อลฯ)  กล่าวกับเขาว่า “จงกลับไปหาแม่ของเจ้าและจงอยู่กับท่าน ฉันขอสาบานต่อพระผู้ซึ่งได้แต่งตั้งฉันยังตำแหน่งนบูวะฮ์นี้ว่า การที่เจ้าจะอยู่ใกล้ชิดกับมารดาของเจ้าเพียงแค่ค่ำคืนเดียวนั้น ดีกว่าการที่เจ้าจะออกไปทำการญิฮาดเป็นเวลาหนึ่งปี”

ในหลักปฏิบัติ (อะห์กาม) ของอิสลาม และคำชี้ขาด (ฟัตวา) ของบรรดามัรเญียะอ์ตักลีดได้กล่าวว่า “อามั้ลใดๆ ก็ตามที่เป็นมุสตะฮับ ซึ่งการปฏิบัติมันนั้น เป็นสิ่งที่ดีงาม แต่หากไม่สอดคล้องกับความต้องการของบิดามารดา อิสลามก็จะมีคำวินิจฉัยให้ลูกๆ ปฏิบัติตามความต้องการของบิดามารดา ก่อนการปฏิบัติอามั้ลที่เป็นมุสตะฮับนั้น” การสร้างความพึงพอใจหรือความเบิกบานใจให้แก่บิดามารดาคือหน้าที่ที่สำคัญของลูกๆ ทุกคน มีรายงานจากศาสนทูตแห่งลัลลอฮ์ (ซ็อลฯ)  ซึ่งท่านกล่าวว่า “สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา”

จากรายงานบทนี้เราสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า หากลูกๆ ไม่สร้างความพึงพอใจหรือไม่ปฏิบัติตามหรือไม่ให้เกียรติต่อมารดา แน่นอนเขาก็จะไม่ได้เข้าสู่สรวงสวรรค์ ซึ่งการที่เขาจะเข้าสู่สรวงสวรรค์ได้นั้นมีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย และความพึงพอใจของมารดาคืออีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญ หากมนุษย์ปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนาอย่างเคร่งครัด แต่เขาไม่ประพฤติปฏิบัติตาม หรือทำตัวไม่ดี ก้าวร้าว ด่าทอ ทำกริยามารยาทที่เลวทรามต่อบิดามารดาของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ลูกๆ มิได้ประพฤติปฏิบัติสิ่งใดเลย ที่จะเป็นการสร้างความสุขและความพึงพอใจให้แก่พวกท่าน แน่นอนที่สุด อามั้ลความดีต่างๆ ของเขาก็จะไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮ์ (ซบ.)

การทำดีต่อบิดามารดาในทัศนะของอัลกุรอานและคำรายงาน (อัลฮะดีษ)

การเคารพและการให้เกียรติต่อบิดามารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมารดา ในอัลกุรอานและคำรายงานได้ตอกย้ำไว้อย่างมากมาย เช่นเดียวกับการนมาซ ซึ่งเราจะนำเสนอเป็นบางส่วน ณ ที่นี่

1) .إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلَاهُمَا فَلَا تَقُل لَّهُمَا أُفٍّ وَلَا تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلًا كَرِيمًا

“แม้นว่ามีคนหนึ่งจากทั้งสองหรือทั้งสองคนก็ตาม ได้บรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า เจ้าก็จงอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่าอุฟ (คำอุทานที่แสดงถึงความเบื่อ น่ารำคาญ และรังเกียจ) เจ้าอย่าขู่ตะคอกแก่ทั้งสอง และจงพูดกับทั้งสองด้วยคำพูดที่ยกย่อง”

(อัลกุรอาน บทอัลอิสรออ์ โองการที่ 23)

อิมามซอดิก (อ) อรรถาธิบายโองการนี้ว่า “ถ้าหากมีคำใดที่น้อยไปกว่าหรือเบากว่าคำว่า “อุฟ” แน่นอนอัลลอฮ์ (ซบ ) ก็จะเปรียบเทียบกับคำๆ นั้น” ซึ่งแน่นอนที่สุด คำว่า “อุฟ” คือคำที่เบาที่สุดที่แสดงถึงความไม่ให้เกียรติและแสดงความน่ารำคาญต่อบิดามารดา

2). สิ่งที่เลวร้ายที่สุดทางด้านความเชื่อความศรัทธาหรือทางด้านการปฏิบัติ นั่นก็คือ การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) ซึ่งอัลกุรอานได้กล่าวว่า

وَإِن جَاهَدَاكَ عَلَىٰ أَن تُشْرِكَ بِي مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ فَلَا تُطِعْهُمَا ۖ وَصَاحِبْهُمَا فِي الدُّنْيَا مَعْرُوفًا ۖ

“แต่หากพวกเขาทั้งสองบังคับเจ้าให้ตั้งภาคีต่อข้า ในสิ่งที่เจ้าไม่รู้มาเลยว่า (มันอาจจะเป็นภาคีได้) เจ้าก็จงอย่าเชื่อฟังเขาทั้งสอง แต่เจ้าก็จงปฏิบัติต่อทั้งสองในโลกนี้อย่างมีคุณธรรม”

(อัลกุรอานบทอัลลุกมาน โองการที่ 15)

ซึ่งแน่นอนถึงแม้ว่าพวกท่านจะไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาแต่ก็ถือว่าเป็นวาญิบที่จะต้องกระทำดีต่อพวกท่าน