1 ซุลฮิจญะฮ์ วันครบรอบการแต่งงานของอิมามอะลีกับท่านหญิงฟาติมะฮ์

5
1 ซุลฮิจญะฮ์ วันครบรอบการแต่งงานของอิมามอะลีกับท่านหญิงฟาติมะฮ์

1 ซุลฮิจญะฮ์ วันครบรอบการแต่งงานของอิมามอะลีกับท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ) 

หนึ่งในเหตุการณ์อันจำเริญที่เกิดขึ้นในเดือนที่เปี่ยมไว้ด้วยรัศมี(นูร) ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ในปีฮิจญ์เราะฮ์ศักราชที่สอง คือ การแต่งงานของท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี บินอะบีฏอลิบ (อ.) กับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.) บุตรีของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ซึ่งผลของการแต่งงานครั้งนี้ได้นำมาซึ่งความดีงามและความจำเริญอันมากมายสำหรับมวลมนุษยชาติ

ในสองที่ของคัมภีร์อัลกุรอานได้ชี้ถึงการสมรสระหว่างท่านอิมามอะลี (อ.) กับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอคื อ ในซูเราะฮ์อัลเกาษัรและซูเราะฮ์ อัรเราะห์มาน

ในซูเราะฮ์อัลเกาษัรพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสูงส่งทรงตรัสว่า :

إِنَّا أَعْطَيْنَاكَ الْكَوْثَرَ

“แท้จริงเราได้ประทาน “เกาษัร” (ความดีงามอันมากมาย) ให้แก่เจ้า”

ซูเราะฮ์ อัรเราะห์มาน โองการ 19-22 พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงตรัสว่า :

مَرَجَ الْبَحْرَيْنِ يَلْتَقِيَانِ * بَيْنَهُمَا بَرْزَخٌ لَّا يَبْغِيَانِ * فَبِأَيِّ آلَاء رَبِّكُمَا تُكَذِّبَانِ * يَخْرُجُ مِنْهُمَا اللُّؤْلُؤُ وَالْمَرْجَانُ

“พระองค์ทรงบันดาลให้สองทะเล (น้ำเค็มและน้ำจืด) ไหลมาบรรจบกัน ระหว่างมันทั้งสองมีสิ่งขวางกั้นโดยที่ทั้งสองจะไม่ล้ำเขตของกันและกัน ดังนั้นต่อความโปรดปรานอันใดของพระผู้อภิบาลของเจ้าทั้งสอง (ญินและมนุษย์) ที่เจ้าทั้งสองว่ามุสา? มีไข่มุกและปะการังสีแดงเรื่อออกมาจากมันทั้งสอง”

ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้กล่าวในการอรรถาธิบาย (ตัฟซีร) และการตีความ (ตะอ์วีล) โองการเหล่านี้ว่า : “ท่านอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (อ.) คือ สองทะเลน้ำลึกที่แต่ละคนจากท่านทั้งสองจะไม่ละเมิดและอธรรมต่อกัน และจากบุคคลทั้งสองนี้ ท่านฮะซันและท่านฮุเซน (อ.) ได้ถือกำเนิดขึ้นมา (ในนามไข่มุกและปะการัง) “(ตัฟซีร ฟุรอต กูฟีย์ , หน้า 460)

การสมรสของท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ)

เมื่อท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ และถึงเวลาที่ท่านจะได้ออกเรือนมีสามี ก็ได้มีสาวกของท่านศาสดาเป็นจำนวนมากแวะเวียนมาสู่ขอในจำนวนบุคคลเหล่านั้น ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ตอบปฏิเสธผู้มาสู่ขอว่า “ฉันเองก็กำลังรอคอยพระบัญชาเกี่ยวกับเรื่องของนางจากพระองค์อัลลอฮ์อยู่”

ญิบรออีลได้ลงมาแจ้งข่าวแก่ท่านศาสดามุฮัมมัดว่า “พระองค์ได้ทรงจัดการสมรสให้นางกับอะลีแล้ว” ด้วยเหตุนี้เมื่ออิมามอะลี (อ) ได้เดินเข้ามาหา ทั้งๆ ที่มีความละอายเพื่อจะมาสู่ขอท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงเข้าไปถามท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ เพื่อขอทราบความเห็นของนาง โดยกล่าวกับนางว่า “โอ้ฟาติมะฮ์ แท้จริงอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ซึ่งเธอก็รู้จักเขาดีในฐานะเครือญาติ อีกทั้งในความเป็นผู้มีเกียรติ และการนับถืออิสลามของเขา แท้จริงพ่อได้วิงวอนขอต่อพระผู้อภิบาลว่า ให้พระองค์จัดการสมรสเธอกับผู้ที่ดีที่สุดสักคนหนึ่ง ที่มีความรักในพระองค์มากกว่าผู้คนทั้งคนหลาย บัดนี้อะลีได้มาสู่ขอเธอแล้ว เธอจะมีความคิดเห็นอย่างไร?

ท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) นิ่งเงียบก้มหน้ามองพื้นที่ด้วยความอาย ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงกล่าวว่า “อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกร การนิ่งเงียบของนางย่อมหมายถึงความพึงพอใจของนางนั่นเอง”

พิธีสมรสของท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ)

พิธีสมรสของท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ)

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้จับมือท่านอิมามอะลี (อ.) แล้วกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถิด ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ และจงกล่าวเถิดว่า โดยบารมีแห่งอัลลอฮ์โดยพระประสงค์ของพระองค์ ไม่มีพลังอำนาจใดนอกจากโดยการอนุมัติของพระองค์ ข้าขอมอบกายถวายตนแด่พระองค์” หลังจากนั้นท่านก็ได้นำอิมามอะลี (อ) เข้าไปนั่งเคียงข้างกับท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) แล้วกล่าวว่า “โอ้พระองค์ บุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่ข้าพระองค์รักมากที่สุด ดังนั้นขอพระองค์ทรงรักเขาทั้งสอง และโปรดประทานความจำเริญให้แก่เชื้อสายวงศ์วานของเขาทั้งสอง และทรงบันดาลให้เขาทั้งสองได้รับการปกป้องจากพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองให้เขาทั้งสอง และเชื้อสายของเขาทั้งสองรอดพ้นจากมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง”

หลังจากนั้น ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ก็ได้จูบไปที่หน้าผากของทั้งสองเพื่อแสดงความยินดี แล้วกล่าวว่า “โอ้อะลี ภรรยาที่ประเสริฐที่สุดนั้น คือภรรยาของเจ้า” และได้กล่าวแก่ฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ ว่า “โอ้ฟาติมะฮ์ สามีที่ประเสริฐที่สุดนั้น ได้แก่สามีของเจ้า”

ท่ามกลางความยินดีของบรรดาสตรีชาวมุฮาญิรีน ชาวอันศอร และตระกูลบนีฮาชิม ครอบครัวอย่างอันบริสุทธิ์ก็ได้เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ จนเกิดวงศ์วานแห่งอะห์ลุลบัยต์ ซึ่งพระองค์ทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินให้พ้นจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์

พิธีสมรสอันเรียบง่าย ตามหลักการอันสูงส่งของอิสลามก็ได้ผ่านพ้นไปอย่างสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่อิมามอะลี (อ) ไม่มีทรัพย์สินใดๆ อยู่ในครอบครองเลย นอกจากดาบและเสื้อเกราะเพียงตัวเดียว อิมามอะลี (อ) ต้องการที่จะขายดาบแต่ท่านศาสดาได้ห้ามไว้ เพราะอิสลามอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องอาศัยดาบของอิมามอะลี (อ) และตกลงให้ขายเสื้อเกราะ ดังนั้นท่านอิมามอะลี (อ) จึงนำไปขายแล้วเอาเงินจำนวนนั้นมามอบให้แก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นสินสอดทองหมั้นในวันแต่งงาน

ท่านศาสดามุฮัมมด (ศ็อลฯ) ได้สั่งให้ซื้อสิ่งของที่ดีและเรียบง่ายมา เพื่อใช้ตามความจำเป็นของครอบครัวใหม่ เรือนหอของอิมามอะลี (อ) ก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆ

ท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) เป็นพฤกษชาติที่สวยงามที่สุด ซึ่งหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง และชูกิ่งก้านสูงเสียดฟ้า เพราะนางเจริญเติบโตมาท่ามกลางคำสอนของวิวรณ์ (วะฮ์ยู) แห่งพระผู้เป็นเจ้า และได้รับการเลี้ยงดูมาตามคำสอนของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานโดยบิดาของนางที่เป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า

ชีวิตการครองเรือนได้หล่อหลอมให้สองชีวิตเป็นหุ้นส่วนของกันและกันจนกลายเป็นชีวิตเดียวกัน ชีวิตครอบครัวที่ประกอบด้วยความเกื้อกูลความรักใคร่และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน การดำเนินชีวิตคู่ของอิมามอะลี (อ) และท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) เป็นตัวอย่างของชีวิตในการครองเรือนที่มีเกียรติยิ่ง

ท่านอิมามอะลี (อ) จะช่วยเหลือท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ทำงานบ้านเสมอที่มีโอกาส ในขณะที่ท่าหญิงก็พยายามที่สร้างความพึงพอใจและทำให้จิตใจของท่านอิมามอะลี (อ) มีความสุขที่สุดตลอดเวลา การพูดคุยกันระหว่างคนทั้งสองเป็นจรรยา และความเคารพต่อกันอย่างที่สุด ท่านอิมามอะลี (อ) จะเรียกท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ว่า “โอ้บุตรสาวของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์” ส่วนท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ก็จะเรียกอิมามอะลี (อ) ว่า “โอ้อะมีรุลมุอ์มินีน (ประมุขแห่งศรัทธาชน” ทั้งสองเป็นบิดามารดาตัวอย่างในการให้ความรักแก่ลูกๆ

ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่สาม ท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ก็ได้กำเนิดบุตรชายคนแรก ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ตั้งชื่อให้เขาว่า “ฮาซัน” การถือกำเนิดของเขา ทำให้หัวใจของท่านศาสดาเต็มไปด้วยความสุข ท่านได้กล่าวอะซานที่หูข้างขวา และกล่าวอิกอมะฮ์ที่หูข้างซ้าย อีกทั้งยังได้อ่านโองการพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานให้แก่เขาอีกด้วย ต่อจากนั้นอีกหนึ่งปี “ฮูเซน” ก็ได้กำเนิดมาเป็นลูกชายคนที่สองในครอบครัวนี้

พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้เชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ถือกำเนิดมาจากท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ (อ) ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะอุ้มหลานสองคนของท่านเสมอ และเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูคนทั้งสองอย่างยิ่ง ท่านเคยกล่าวว่า “เขาทั้งสองเป็นกลิ่นหอมที่สุดสำหรับท่านในโลกนี้” ท่านจะอุ้มหลานทั้งสองออกไปพร้อมกับท่านหรือให้นั่งในตักอันอบอุ่นของท่านเสมอ