การสร้างครอบครัวในอิสลาม

14

การสร้างครอบครัวในอิสลาม

การแต่งงาน คือรากฐานหนึ่งของธรรมชาติ แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าพืชผักผลไม้ต่างๆ ยังต้องมีการสืบพันธุ์เพื่อผลิดอกออกผลสืบต่อไป

การแต่งงานไม่ใช่เรื่องราวที่เป็นส่วนตัวเฉพาะเท่านั้น แต่มันคือผลผลิตและอนาคตของสังคมเลยทีเดียว

การสืบเชื้อสายและการคงสายพันธุ์ของมนุษยชาติ การคงสภาพสังคมและประชาชาติหนึ่งประชาชาติใดมีความเกี่ยวกันกับสิ่งนั้น ก็เพราะว่า การแสวงหาเป้าหมายอันสูงส่งของมนุษย์และสังคม เป็นหน้าที่ของชนรุ่นต่อมานั่นเอง

สิ่งที่มาพร้อมกับการแต่งงานนั้น ก็คือ การสร้างความสมดุลต่อสัญชาตญาณ ความรู้สึกทางเพศ และปกป้องเขาผู้นั้นจากการเกลือกกลั้วกับความบาปบางทีเพราะความจำเป็นอันยิ่งใหญ่นี้นั่นเอง

ที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดให้การแต่งงานอยู่เหนือความเสรีทางเพศ หากพวกเขาไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของมัน เขาก็จะให้ความสนใจตามสัญชาตญาณของเขาเท่านั้น ทว่า ความปรารถนาดังกล่าวนี้จำเป็นจะต้องถูกควบคุมด้วยคำชี้แนะและคำสั่งสอนของศาสนา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็เปรียบเสมือนกับรถยนต์คันหนึ่งที่มีสมรรถนะสูง แต่มีคนขับรถที่เห็นแก่ตัว สุดท้ายของมันก็คือความเสียหายทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน  ด้วยเหตุนี้เองที่อิสลามให้ความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อการแต่งงานและวางเงื่อนไขต่างๆไว้น้อยที่สุด

อัลกุรอานกล่าวถึงผลของการแต่งงานว่ามันได้สร้างความสงบนิ่งความเชื่อมั่น ฯลฯ

ท่านศาสดา (ศ) กล่าวว่า :

“การแต่งงานคือซุนนะฮฺ (แบบฉบับ) ของฉัน”“เมื่อมีคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมทางศาสนา และเป็นที่ชื่นชอบของท่านได้มาสู่ขอแต่งงาน ถ้ามิเช่นนั้นแล้วผืนแผ่นดินนี้จะเต็มไปด้วยฟิตนะฮฺ (ความสับสนวุ่นวาย) และความเสียหาย”

ท่านอิมามศอดิก (อฺ) กล่าวว่า :

“ท่านศาสดา (ศ) ไม่เคยกำหนดมะฮัรแก่บุตรีของท่าน และผู้หญิงทั่วไปเกินกว่า ๕๐๐ ดิรฮัม”

…ถึงแม้ว่าเงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวที่มีฐานะดีในสมัยนั้นแล้วถือว่าน้อยมากก็ตาม แต่ทั้งหมดนี้นั้นแสดงให้เห็นว่า อิสลามได้ชี้แนะเรื่องการแต่งงานและทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น ก็เพื่อควบคุมสัญชาตญาณทางเพศ (ให้อยู่ในขอบเขต) อีกทั้งในเรื่องนี้ อิสลามได้ทำการต่อต้านความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ความฟุ้งเฟ้อที่ไร้ขอบเขต ด้วยกับญาณทัศนะอันกว้างไกลและทรงคุณค่า

ท่านมิกดาด (ร.ฎ.) ศอฮาบะฮฺคนหนึ่งผู้มีจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอิหม่านแต่ไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง และนางฎิบาอะฮฺ หลานสาวของท่านอับดุลมฎฎอลิบ (ร.ฎ.) บุตรีของลุงของท่านศาสดา (ศ) ซึ่งเป็นคนในตระกูลกุเรช ทั้งสองได้ทำการแต่งงานกันด้วยความรักและความต้องการของคนทั้งคู่ อีกทั้งท่านศาสดา (ศ) ก็เห็นชอบด้วย หญิงสาวผู้มีชื่อเสียงคนนี้ยอมรับมะฮัรของนางด้วยกับบ้านโทรมๆ หลังหนึ่งของท่านมิกดาด

                                 

ท่านอิมามศอดิก (อฺ) ได้อธิบายถึงปรัชญาของการแต่งงานดังกล่าวว่า :

“ท่านศาสดา (ศ) ทำเช่นนั้นก็เพื่อให้การแต่งงานได้หลุดออกมาจากการแสดงความโอ้อวดทางชนชั้นและการมั่งมี และเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายได้ปฏิบัติตามนี้ แล้วยังเป็นการสอนว่า ผู้ที่มีเกียรติยิ่งในทัศนะของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) คือผู้มีความยำเกรง (ตักวา) ต่อพระองค์มากที่สุด”

ตัวอย่างอื่น ๆ ยังมีให้เห็นในการดำเนินชีวิตของ ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อฺ) อย่างเช่น :

อับดุลมาลิก บินมัรวาน เมื่อได้ข่าวว่าท่านอิมาม (อฺ) ได้ปลดปล่อยทาสหญิงคนหนึ่งให้เป็นอิสระ แล้วได้แต่งงานกับนาง  ซึ่งตามทัศนะของเขาถือว่าไม่เหมาะสมกับฐานภาพของอิมามที่จะทำเช่นนั้น เขาได้ส่งจดหมายในเชิงตำหนิไปหาท่านอิมาม (อฺ)

เมื่อท่าน (อฺ) ได้รับแล้ว ท่าน (อฺ) ตอบกลับเขาไปว่า

“จดหมายของเจ้ามาถึงแล้ว เจ้าคิดหรือว่าการแต่งงานกับสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวกุเรช จะสร้างความมีเกียรติและศักดิ์ศรีให้แก่ฉัน นี่เป็นความคิดที่ผิด บุคคลที่ดียิ่งกว่าท่านศาสดา ไม่มีอีกแล้ว ฉันแต่งงานกับทาสหญิงคนหนึ่ง ซึ่งตามหลักการศาสนาแล้วเป็นหญิงที่มีเกียรติ มิได้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลย อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทำลายการถือยศถืออย่าง การมีเกียรติจอมปลอม ด้วยกับความจำเริญแห่งอิสลามนั่นเอง ตัววัดคุณค่าทั้งหลาย คือ ตักวาเท่านั้น ถ้อยคำตำหนิ และเหยียดหยามที่เจ้าเขียนมาหาฉันนั้น มีอย่างดาษดื่นในยุคญาฮิลียะฮฺ (ป่าเถื่อน) ก่อนการมาของอิสลาม  วัสลาม”