ตัฟซีร์ ซูเราะฮฺฟะลัก (ตอนที่2)

28

ตัฟซีร์ ซูเราะฮฺฟะลัก (ตอนที่2)

وَمِن شَرِّ غَاسِقٍ إِذَا وَقَبَ

และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืนเมื่อมันแผ่คลุม

หลังจากนั้นโองการได้อธิบายประเด็นดังกล่าวว่า ความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืนเมื่อมันแผ่คลุม

โองการถัดมาอธิบายว่า

وَمِن شَرِّ النَّفَّاثَاتِ فِي الْعُقَدِ

และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน

บรรดานักอรรถาธิบายอัล-กุรอานส่วนมากกล่าวว่า คำว่า นัฟฟาซาติ หมายถึง สตรีที่เป็นนักมายากล พวกเธอชอบสร้างปมเงื่อนหลังจากนั้นได้เสกเป่าคาถา หรือเครื่องรางของขลังลงไปในนั้น โดยอาศัยปมเงื่อนแสดงมายากลของตนออกมา

นักอรรถาธิบายอีกบางส่วนกล่าวว่า คำนี้หมายถึงสตรีที่ชอบกระซิบกระซาบ ซึ่งพวกนางจะคอยกระซิบกระซาบผู้ชายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีของนางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาตัดสินใจไขว่เขว หรือเกิดความคลางแคลงใจเวลาตัดสินใจทั้งที่เรื่่องนั้นเป็นความจริง

ท่านฟัครุร รอซียฺ นักอรรถธิบายอัล-กุรอานที่มีชื่อเสียงของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ กล่าวว่า สตรีเป็นเพศที่น่าสงสารและมีอิทธิพลต่อความรักที่ปรากฏในหัวใจของบุรุษทั้งหลาย เธอจึงสามารถควบคุมและกำหัวใจของเขาไว้ในมือได้

คำกล่าวของท่านฟัครุร รอซียฺเป็นความจริงและมีความชัดเจนมาก ยิ่งในสมัยปัจจุบันจะเห็นว่าตัวการหรือสื่อที่แทรกแซงเรื่องการเมืองในประเทศต่าง ๆ ตลอดจนสายลับที่ส่งมาเพื่อสืบความลับส่วนมากจะใช้สตรี ซึ่งพวกนางจะใช้เสียงกระซิบกระซาบนั้นเองล้วงเอาความลับต่าง ๆ ไปจนหมดสิ้น ดังที่ปรากฏแล้วว่าความล่มจมของนานาประเทศส่วนมากเกิดจากความหลงไหลในสตรี

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ความพินาศของบุรุษอยู่บน ๒ สิ่ง กล่าวคือ ตำแหน่งลาภยศสรรเสริญ และสตรี

บางท่านกล่าวว่า นัฟฟาซาต หมายถึงอิทธิพลของความชั่วร้าย หรือกลุ่มชนที่ชอบกระซิบกระซาบ ซึ่งพวกเขาจะใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อล่อลวงให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจผิด หรือเกิดความลังเลใจเวลาตัดสินใจทั้งที่เรื่องนั้นเป็นความจริง

สิ่งที่กล่าวมาไม่เกินเลยความเป็นจริง เนื่องจากโองการมีความหมายครอบคลุมกว้าง ดังนั้น จึงครอบคลุมความหมายทั้งหมดที่กล่าวถึง ตลอดจนคำพูดที่เสแสร้ง หรือการแสดงภาพต่างๆที่เป็นสาเหตุทำให้วัฒนธรรมแห่งความรักต้องอ่อนแอหรือล่มสลายลงไป

โองการสุดท้ายกล่าวว่า

وَمِن شَرِّ حَاسِدٍ إِذَا حَسَدَ

และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา

โองการนี้แสดงให้เห็นว่า ความอิจฉาริษยา เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ เป็นคุณลักษณะที่ชั่วร้ายและตกต่ำอย่างยิ่ง เนื่องจากอัล-กุรอานได้ลดชั้นความอิจฉาให้อยู่ในระดับเดียวกันกับสัตว์ที่ดุร้าย อสรพิษต่าง ๆ และชัยฏอนที่ชอบกระซิบกระซาบ

ความอิจฉาริษยา โดยตัวของมันเป็นความชั่วร้ายอย่างหนึ่งของมารร้าย ที่เกิดจากความอ่อนแอของจิตใจ อีหม่านที่ไม่มั่นคง ใจแคบ และความตระหนี่ถี่เหนียวของมนุษย์ ซึ่งมุ่งหวังไม่ให้บุคคลอื่นได้รับความโปรดปรานเหมือนดั่งที่ตนไม่ได้รับ อีกนัยหนึ่งคือ ไม่ต้องการเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

ความอิจฉาริษยา เป็นแหล่งกำเนิดของบาปใหญ่ต่าง ๆ มากมาย ดังที่ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า ความอิจฉาริษยาจะกัดกินความศรัทธาของมนุษย์ให้สึกกร่อน ดุจดังเช่นไฟที่เผาไหม้ถ่าน