สถานภาพ “สตรี” ภายใต้ร่มเงาของอิสลาม

17

สถานภาพสตรีภายใต้ร่มเงาของอิสลาม

“เป็นเรื่องแปลกประหลาดยิ่งที่ว่า ทั้งๆ ที่ศาสนาอิสลามเป็นผู้ปลดปล่อยสตรี แต่วันนี้กลับถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิของสตรี”

ก่อนการมาของอิสลาม สตรีไม่มีสถานภาพใดๆ ทางสังคม และได้รับการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงในยุคญาฮิลียะฮ์ (อนารยะ) ถึงขั้นที่ว่าพวกเขาจะฝังลูกผู้หญิงของตนเองทั้งเป็น วัฒนธรรมและความเชื่อของอาหรับส่วนใหญ่ในยุคญาฮิลียะฮ์ (อนารยะ) จะถือว่าเกียรติศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจนั้นอยู่ในการมีลูกผู้ชาย การมีลูกสาวคือบ่อเกิดของความอัปยศและความไร้เกียรติ ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจะฆ่าลูกๆ ผู้หญิงของตน คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวในเรืองนี้ว่า :

وَ إِذا بُشِّرَ أَحَدُهُمْ بِالْأُنْثى‏ ظَلَّ وَجْهُهُ مُسْوَدًّا وَ هُوَ کَظیمٌ

“และเมื่อคนใดในหมู่พวกเขาได้รับข่าวว่าได้ลูกผู้หญิง ใบหน้าของเขาก็จะหมองคล้ำในสภาพที่อัดอั้นด้วยความโกรธ”

یَتَوارى‏ مِنَ الْقَوْمِ مِنْ سُوءِ ما بُشِّرَ بِهِ أَ یُمْسِکُهُ عَلى‏ هُونٍ أَمْ یَدُسُّهُ فِی التُّرابِ أَلا ساءَ ما یَحْکُمُونَ

“เขาจะซ่อนตัวเองจากกลุ่มชน เนื่องจากความเลวร้าย (ความอับอาย) ของสิ่งที่ได้ถูกแจ้งแก่เขา (ในสภาพที่ตัดสินใจไม่ถูกว่า) เขาจะเก็บเอาทารกนี้ไว้ด้วยความอัปยศหรือจะฝังมันลงในดิน พึงรู้เถิด! สิ่งที่พวกเขาตัดสินนั้นมันเลวร้ายยิ่งนัก” (3)

จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมเถื่อนนี้ ย้อนกลับไปในยุคสงครามระหว่างชนเผ่าบนีตะมีมกับกษัตริย์คอสโร (Khosrow) ของอิหร่าน ในสงครามครั้งนั้น ผู้หญิงจำนวนมากของชนเผ่านี้ตกเป็นเชลยศึกของกองทัพของคอสโร และถูกนำตัวไปยังตำหนักของกษัตริย์คอสโร และพวกเขาได้กักตัวสตรีเหล่านั้นไว้เป็นทาส หลังจากระยะเวลาหนึ่ง การประนีประนอมและสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายได้เกิดขึ้น ชนเผ่าบนีตะมีมได้ร้องขอบรรดาเชลยสตรีของตนกลับคืน ทางตำหนักของคอสโรได้เปิดโอกาสให้พวกนางตัดสินใจเลือกว่าจะกลับไปยังเผ่าของตนหรือว่าจะอยู่ในตำหนักนี้ สตรีจำนวนหนึ่งปฏิเสธที่จะกลับไปยังเผ่าของตน จึงทำให้ผู้ชายจากเผ่านี้เกิดความโกรธแค้นอย่างมาก พวกเขาจึงตัดสินใจว่า นับจากนี้เป็นต้นไป หากเด็กทารกผู้หญิงถือกำเนิดขึ้นมา พวกเขาจะฝังทารกเหล่านั้นทั้งเป็น และพวกเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ ชนเผ่าอื่นๆ ก็ได้เรียนรู้จากพวกเขา และกระแสดังกล่าวก็ค่อยๆ แพร่ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ การฆ่าเด็กผู้หญิงจึงกลายเป็นหนึ่งในประเพณีในท่ามกลางพวกเขาไปในที่สุด” (4)

การฝังทารกผู้หญิงทั้งเป็นในยุคญาฮิลียะฮ์ (อนารยะ) อาจเกิดจากเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ :

ผู้หญิงไม่มีบทบาทในทางเศรษฐกิจและการผลิต และเป็นภาระสำหรับการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง คัมภีร์อัลกุรอานจึงกล่าวว่า :

وَ لا تَقْتُلُوا أَوْلادَکُمْ مِنْ إِمْلاقٍ نَحْنُ نَرْزُقُکُمْ وَ إِیَّاهُمْ.

“และพวกเจ้าอย่าฆ่าลูกๆ ของพวกเจ้าเนื่องจาก (กลัว) ความยากจน เราจะให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าและแก่พวกเขา”

ในยุคญาฮิลียะฮ์ (อนารยะ) โดยปกติแล้วจะเกิดสงครามและความขัดแย้งในระหว่างเผ่าต่างๆ ชะตากรรมและการดำรงอยู่ของเผ่าขึ้นอยู่กับสงครามเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้เองเพื่อการทำสงครามต่างๆ นั้น พวกเขาจึงต้องการลูกๆ ผู้ชายที่มีความกล้าหาญ และสิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากบรรดาสตรีและลูกๆ ที่เป็นผู้หญิง

ในสงครามต่างๆ นั้น บรรดาลูกสาวจะถูกจับเป็นเชลยศึก และจะถูกล่วงละเมิดโดยศัตรู จากเหตุผลดังกล่าว เพื่อจะได้ไม่ประสบกับปัญหาเหล่านี้ พวกเขาจึงฝังลูกๆ ผู้หญิงของตนเองทั้งเป็น

ด้วยกับการมาของศาสนาอิสลาม สตรีได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีของตน และในสภาพบรรยากาศเช่นนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :

الْبَنَاتُ هُنَّ الْمُشْفِقَاتُ الْمُجَهَّزَاتُ الْمُبَارَکَاتِ

“บรรดาลูกสาวนั้น พวกนางเป็นบ่อเกิดของความเมตตา ปัจจัย (แห่งการดำเนินชีวิต) และความจำเริญต่างๆ” 

ในการให้ความสำคัญต่อสตรีในศาสนาอิสลามนั้น เพียงพอแล้วที่จะรับรู้ว่า หนึ่งในซูเราะฮ์ต่างๆ ของคัมภีร์อัลกุรอาน ได้ถูกประทานลงมาในนามของสตรี (ซูเราะฮ์ อันนิซาอ์) และจากโองการต่างๆ ของคัมภีร์อัลกุรอาน ก็สามารถรับรู้ได้ว่า บรรทัดฐานของความเหนือกว่ากัน ณ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งนั้น มิได้อยู่ที่เพศ แต่ทว่า “ตักวา” (ความยำเกรง) และการดำรงตนอยู่ในคำสั่งใช้และการออกห่างจากข้อห้ามต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่เป็นบรรทัดฐานความมีเกียรติเหนือกว่ากันของมนุษย์ โดยที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสว่า :

يا أَيُّهَا النّاسُ إِنّا خَلَقناكُم مِن ذَكَرٍ وَأُنثىٰ وَجَعَلناكُم شُعوبًا وَقَبائِلَ لِتَعارَفوا ۚ إِنَّ أَكرَمَكُم عِندَ اللَّهِ أَتقاكُم ۚ

“โอ้มวลมนุษย์ทั้งหลาย! แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้า จากชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง และเราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นกลุ่มชนและเผ่าต่างๆ เพื่อพวกเจ้าจะได้ทำความรู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า” 

การกระทำและคำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ก็แสดงให้เห็นว่าอิสลามนั้นให้ความสำคัญต่อสตรีเป็นอย่างยิ่ง ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ด้วยกับการเอาสัตยาบัน (บัยอัต) จากบรรดาสตรี ได้แสดงให้เห็นถึงสถานภาพทางการเมืองของพวกนาง  การแสดงออกอย่างให้เกียรติของท่านต่อท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ.) ผู้เป็นบุตรีของตน ก็เนื่องมาจากเหตุผลเดียวกันนี้ หลังจากการเสียชีวิตของท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ.) ผู้เป็นภรรยา ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เชือดแกะ ท่านจะส่งเนื้อส่วนหนึ่งไปมอบให้แก่บรรดามิตรสนิทของท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ.) และด้วยกับวิธีการดังกล่าวทำให้ท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ.) ได้ถูกรำลึกถึงและได้รับการให้เกียรติ

แต่เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ทั้งๆ ที่ศาสนาอิสลามเป็นผู้ปลดปล่อยสตรี แต่วันนี้กลับถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิของสตรี

มีรายงานจากท่านอิบนิอับบาสกล่าวว่า ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้วาดเส้นสี่เส้นและกล่าวว่า พวกท่านรู้หริไม่ว่านี่มันคืออะไร  พวกเขากล่าวกันว่า อัลลอฮ์และศาสดาเท่านั้นที่ทรงรู้  ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กล่าวว่า

أَفْضَلُ نِسَاءِ أَهْلِ الْجَنَّةِ : خَدِيجَةُ بِنْتُ خُوَيْلِدٍ ، وَفَاطِمَةُ بِنْتُ مُحَمَّدٍ ، وَآسِيَةُ بِنْتُ مُزَاحِمٍ امْرَأَةُ فِرْعَوْنَ ، وَمَرْيَمُ ابْنَةُ عِمْرَانَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُنَّ أَجْمَعِينَ

ผู้หญิงชาวสวรรค์ที่มีความประเสริฐที่สุด คือ คอดีญะฮ์ บุตรีของคุวัยลิด ฟาติมะฮ์บุตรีของมุฮัมมัด และอาซียะฮ์บุตรีของมุซาฮิม ภรรยาของฟิรอูน และมัรยัม บุตรีของอิมรอน ขอพระองค์อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในนางทั้งหมด

(มุสนัดอะหมัด ฮะดีษที่ 2668 เชคอัรนะอูตีกล่าว อิสนาดุฮู ซอฮิฮ์ และอิบนุฮะญัร กล่าวว่า ซอฮิฮ์ ดูหนังสือฟัตฮุลบารี เล่ม 6 : 178)

ท่านศาสดา(ซ็อลฯ) กล่าวว่า

خيرُ نساءِ العالمينَ أربعٌ : مريمُ بنتُ عمرانَ ، وخديجةُ بنتُ خويلدٍ و فاطمةُ بنتُ محمدٍ وآسيةُ امرأةُ فرعونَ

ผู้หญิงที่ดีที่สุดแห่งสากลโลกมีสี่คน คือ มัรยัม ,คอดีญะฮ์,ฟาติมะฮ์ และอาซียะฮ์

(ซอฮิฮ์ อัลญามิอุซซอฆีร เล่ม 1 : 628 ฮะดีษที่ 3328)