ตัฟซีร์ “ซูเราะฮฺ อัน-นาซ” ตอนที่1

44

ตัฟซีร์ “ซูเราะฮฺ อัน-นาซ”  ตอนที่1

ซูเราะฮฺนี้ถูกประทานที่มักกะฮฺ  (ซูเราะฮฺ มักกียะฮฺ) มีทั้งสิ้น 6 โองการ

ความประเสริฐของซูเราะฮฺ

โดยปกติมนุษย์อยู่ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและการยุแหย่ของชัยฎอนมารร้าย ผู้เป็นมารแห่ง มนุษย์ และญิน พยายามที่จะมีอิทธิพลอยู่เหนือจิตใจ ฉะนั้น ถ้าหากมนุษย์มีตำแหน่ง หรือการศึกษาสูง หรือเป็นคนมีหน้ามีตาทางสังคมมากเท่าใด มารก็จะยิ่งกระซิบกระซาบรุนแรงไปตามลำดับ จนกว่าเขาจะหลงทางออกไปจากความจริง และลุ่มหลงอยู่กับความเสื่อมเสียทางโลก

อัล-กุรอานบทนี้เป็นบัญชาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำประชาโลกทั้งหลายว่า เมื่อใดที่เผชิญหน้ากับความชั่วร้ายให้ท่านขอความคุ้มครองไปยังอัลลอฮฺ (ซบ.) เท่านั้น

แต่เนื่องจากว่าอัล-กุรอานบทนี้มีความประเสริฐคล้ายคลึงกับซูเราะฮฺฟะลักที่ว่า ทั้งสองซูเราะฮฺแนะนำให้ขอความคุ้มครองต่อพระผู้เป็นเจ้าในยามที่เผชิญหน้ากับความชั่วร้าย แตกต่างกันตรงที่ว่าซูเราะฮฺฟะลักได้อธิบายถึงประเภทต่าง ๆ ของความชั่วร้าย แต่ในบทนี้เพียงแค่กล่าวถึงพลังที่ชั่วร้ายที่แฝงกายอยู่รายรอบ ๆ มนุษย์ (กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์)

ส่วนความประเสริฐในการอ่านอัล-กุรอานบทนี้ มีริวายะฮฺจำนวนมากกล่าวไว้ เช่น ครั้งหนึ่งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ป่วยหนักมาก มลาอิกะฮฺญิบรออีลและมีกาอีลซึ่งเป็นสองมลาอิกะฮฺที่ยิ่งใหญ่ได้ลงมาหาท่าน  มลาอิกกะฮฺญิบรออีลนั่งอยู่ตรงด้านศีรษะ และได้อ่านซูเราะฮฺฟะลักเพื่อขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้ท่าน  ส่วนมลาอิกะฮฺมีกาอีลนั่งอยู่ตรงด้านเท้าและได้อ่านซูเราะฮฺอัน-นาซแก่ท่าน

การอรรถาธิบาย

بِِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานียิ่ง

قُلْ أَعُوذُ بِرَبِّ النَّاسِ

จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งมนุษย์ชาติ

อัล-กุรอาบทนี้เป็นบทสุดท้ายของคัมภีร์อันทรงเกียรติ ซึ่งพระดำรัสในบทนี้ได้กล่าวแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในฐานะที่ท่านเป็นศาสดาและเป็นผู้นำมวลมนุษย์ทั้งหลายว่า ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งมนุษย์ชาติ

مَلِكِ النَّاسِ إِلَهِ النَّاسِ

ผู้ทรงกรรมสิทธิ์มนุษย์ทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ชาติ

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าอัล-กุรอาน กำลังอธิบายถึงคุณลักษณะที่สมบูรณ์ 3 ประการของพระผู้เป็นเจ้าได้แก่ พระผู้ทรงบริบาล พระผู้ทรงสิทธิ์ และพระผู้ทรงคุณค่าแก่การเคารพภักดี ซึ่งทั้งสามคุณลักษณะเกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอน และการช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากการยุแหย่ของชัยฏอนมารร้าย

แน่นอนการขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่เพียงแค่คำพูดเท่านั้น ทว่าทั้งความคิด ความเชื่อ และการกระทำต้องสอดคล้องกันในลักษณะของผู้ขอความคุ้มครองอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันต้องออกห่างจากแนวทางและภารกิจต่าง ๆ ที่เป็นของชัยฏอน ตลอดจนแนวความคิดและการร่วมสังสรรค์ที่มีกลิ่นอายของชัยฏอนอย่างสิ้นเชิง ให้ดำเนินชีวิตอยู่บนแนวทางของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา มิเช่นนั้นแล้วการกระทำและความคิดของมนุษย์จะวนเวียนอยู่ท่ามกลางพายุแห่งการยุแหย่ของมารร้ายตลอดไป ดังนั้น จะเห็นว่าแค่การอ่านอัล-กุรอานเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำมนุษย์ให้รอดพ้นจากมารร้ายได้

ส่วนประโยคที่กล่าวว่า พระผู้อภิบาลแห่งมนุษย์ชาติ  เป็นการสาระภาพถึงอำนาจบริหารของพระผู้เป็นเจ้าพร้อมกับมอบหมายตนให้อยู่ภายใต้อำนาจบริหารของพระองค์

ส่วนประโยคที่กล่าวว่า ผู้ทรงกรรมสิทธิ์มนุษย์ทั้งหลาย บ่งบอกว่ามนุษย์ได้ยอมรับว่าตนเป็นสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า และพร้อมที่จะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ตลอดเวลา

ส่วนประโยคที่กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ชาติ นั้นหมายความว่ามนุษย์พร้อมที่จะดำเนินชีวิตอยู่บนการเคารพภักดีต่อพระองค์ และออกห่างจากการเคารพภักดีสิ่งอื่นอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าบุคคลใดยอมรับและศรัทธาต่อพระลักษณะทั้งสามแล้วละก็ เขาจะรอดปลอดภัยจากการยุแหย่ของชัยฏอน และเสียงกระซิบกระซาบที่เลวร้ายทั้งหลาย

ถ้าหากจะพิจารณาให้ถี่ถ้วนไปกว่านั้นจะเห็นว่าพระลักษณะเหล่านี้ ได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่ายิ่ง 3  ประการแก่มนุษย์ ทั้งด้านการอบรมสั่งสอน การขอความคุ้มครองให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้าย และการยุแหย่ของมาร ซึ่งเป็นหลักประกันให้มนุษย์สามารถยืนอยู่ท่ามกลางภยันตรายเหล่านั้นอย่างปลอดภัย

ติดตามตอนที่2