การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านและสำนักคิดของท่านหญิงฟาตีมะฮ์ อัซซะห์รอ(อ)
“…รำลึกถึง…บุตรสาวของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ.)….ฟาติมะฮ์ อัซซะฮ์รอ(อ) จาก มุมมองของอิมามคาเมเนอี “
การปฏิวัติอิสลามเรียนรู้มาจากสำนักคิดของท่านหญิงฟาติมะฮ์ ดั่งที่ท่านอิมามอะลี คาเมเนอีย์ ได้กล่าวในการพบปะกับกลุ่มสตรีเกี่ยวกับคุณสมบัติของท่านหญิงศิดดีเกาะฮ์ ฏอฮิเราะฮ์ ไว้ว่า “บุคลิกภาพ ของท่านหญิงฟาตีมะห์-อัซซะฮ์รอ(อ) ผู้ผ่องแผ้ว ในมิติต่างๆ ทางการเมือง ทางสังคม และในทางการญิฮาดนั้น เป็นบุคลิกภาพ ที่โดดเด่นและแตกต่าง ในลักษณะที่ว่านักปฏิวัติหญิง นักต่อสู้หญิง และนักการเมืองหญิงในโลกนี้สามารถเรียนรู้จากช่วงชีวิตสั้นๆและเต็มไปด้วยเนื้อหาและวิทยปัญญาของท่านหญิงได้”
“สตรีที่ถือกำเนิดขึ้นในบ้านแห่งการปฏิวัติ และใช้ช่วงวัยเด็กของเธอไปในอ้อมกอดของคุณพ่อซึ่งอยู่ในช่วงของการต่อสู้อันสำคัญยิ่งในระดับโลกที่ไม่มีวันลืมเลือนได้ สตรีที่ในช่วงวัยเด็กได้ลิ้มรสความยากลำบากของการต่อสู้ในมักกะฮ์ เธอถูกพาไปอยู่ในช่องเขาอะบูตอลิบ เธอได้สัมผัสกับความหิว ความกระหาย ความหวาดกลัว และความรุนแรงหลากหลายรูปแบบตลอดช่วงการต่อสู้ในมักกะฮ์ และเมื่ออพยพไปยังมะดีนะฮ์ สามีของเธอคือบุรุษที่ชีวิตทั้งหมดของเขาคือ การญิฮาดในทางของอัลลอฮ์ และตลอดช่วง ๑๑ ปีของชีวิตคู่ของท่านหญิงกับอะมีรุลมุอ์มินีน (อ) ไม่มีปีใดเลยที่สามีผู้นี้จะไม่เตรียมตัวสำหรับการญิฮาดและเข้าสู่สนามรบ และท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ท่านนี้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นภรรยาที่เหมาะสมกับบุรุษผู้พลีอุทิศ และบุรุษผู้เป็นทหารหาญที่อยู่ในสนามรบตลอดเวลา”
ท่านอิมามคาเมเนอี ได้กล่าวในอีกช่วงหนึ่งว่า
“ดังนั้น ชีวิตของท่านหญิงฟาติมะฮ์ อัซซะฮ์รอ (อ) แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เกิน ๒๐ กว่าปี แต่ชีวิตดังกล่าวในแง่ของการญิฮาด การต่อสู้ ความบากบั่น การทำงานเชิงปฏิวัติและปฏิรูปสังคม ความอดทนในการปฏิวัติ การศึกษาเรียนรู้ การให้ความรู้แก่ผู้อื่น การปราศรัย การปกป้องนุบูวะฮ์ อิมามะฮ์ และระบอบอิสลามนั้น ถือเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ของการมุมานะ บากบั่น การต่อสู้ การทำงาน และสิ้นสุดลงด้วยการเป็นชะฮีด….”
จากถ้อยคำนำทางของอิมามคาเมเนอีข้างต้น จึงถือได้ว่า ชีวิตที่เต็มไปด้วยความบากบั่น การพลีอุทิศในทางของเป้าหมายอันสูงส่งของอิสลาม การปกป้องนุบูวัต อิมามัต และระบอบอิสลามของท่านหญิงนั้น เป็นบทเรียนอันสำคัญยิ่งที่ท่านหญิงได้มอบไว้แก่มุสลิมทั้งหมดในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งรัฐอิสลามแห่งอิหร่านก็ได้ยึดมั่นอยู่กับบทเรียนเหล่านี้ จึงมาถึงกว่าสี่ทศวรรษแล้วในวันนี้
ด้วยกับวิลาดัตของท่านศาสดาแห่งอิสลาม – บรรดาเทวรูปล้มครืนลงแตกกระจาย และด้วยกับวิลาดัตของอิมามแต่ละท่านแห่งอะฮ์ลุลลบัยต์ ชัยตอนที่สาบานว่าจะล่อลวงลูกหลานของอาดัม ต้องสิ้นหวังมากขึ้นกว่าเดิม
การอุบัติขึ้นของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านในศตวรรษที่ ๒๐ และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึง ๔๐ กว่าปีนั้น ก็ได้ทำให้ชัยตอนตัวใหญ่-อเมริกา-ที่รอคอยทุกเช้าค่ำด้วยความหวังว่ารัฐอิสลามจะล่มสลายนั้น ต้องสิ้นหวัง
แน่นอนที่สุดว่า ทุกๆ ชัยชนะที่รัฐอิสลามได้รับมาตลอดช่วงเวลาสี่สิบกว่าปีนี้ เนื่องจากความเป็นสิริมงคลของการเคลื่อนตัวไปด้วยความภาคภูมิใจในวิถีทางที่อะอิมมะฮ์ มะอ์ศูมีน (อ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ) ได้ขีดเขียนไว้
ตลอดช่วงเวลาของการทำสงครามพิทักษ์รัฐอิสลามแห่งอิหร่านนั้น อิมามโคมัยนี หรือแกนนำการปฏิวัติท่านอื่นๆ ไม่เคยบอกทหารหาญเลยว่า เวลาจะเข้าโจมตีให้ใช้รหัส “ยาซะฮ์รอ” หรือให้ใช้ผ้าคาดศีรษะที่เขียนว่า “ยาซะฮ์รอ” แต่ตลอดช่วงเวลาของการทำสงครามดังกล่าว นามของท่านหญิงฟาติมะฮ์ ซะฮ์รอ ได้รับการกล่าวถึงมากกว่านามอันจำเริญอื่นๆ
นามของท่านหญิงงอกเงยขึ้นมาเองจากหัวใจ จากอีหมาน และจากความรัก โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งหรือคำแนะนำใดๆ
สิ่งนี้คือเครื่องหมายอันจำเริญ เครื่องหมายที่บ่งชี้ถึงความใส่ใจเป็นพิเศษของท่านหญิงต่อการอุบัติขึ้นและการดำรงอยู่ของรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน
นอกจากรัฐอิสลามที่เป็นความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติยศ หน้าตาของอิสลามและมวลมุสลิมที่เป็นอานิสงส์ของท่านหญิงแล้ว , บทเรียน คำสอน องค์ความรู้ ปรัชญา สารธรรมคำสอนที่มีอยู่จนเต็มโลกแห่งวิทยาการและโลกแห่งจิตวิญญาณนั้น ล้วนออกมาจากปากและลิ้นอันผ่องแผ้วของฮุซัยน์ อิบนุ อะลี, ซัยนับกุบรอ, ฮะซัน มุจญ์ตะบา, อิมามศอดิก, อิมามสัจญาด และอิมามท่านอื่นๆ นั้น ทั้งหมดนี้คือผู้สืบสายตระกูลของท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ส) ทั้งสิ้น
เหมาะสมแล้ว ที่อัลลอฮ์ได้ทรงขนานนามเธอว่า “เกาษัร-ความดีอันมากมาย” และทรงประทานแก่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ)
انَا أَعْطَینَاک الْکوْثَرَ
ฟาติมะฮ์ คือ เกาษัร และเกาษัร หมายถึง ความดีอันหลากหลาย
และความดี คือ สิ่งที่ปัญญาและฟิตเราะฮ์ของมนุษย์โน้มเอียงไปสู่การเลือกสิ่งนั้น — หมายถึง สิ่งที่เป็นที่ปรารถนาที่สุดของปัญญาและฟิตเราะฮ์ของมนุษย์
ดังนั้น ฟาติมะฮ์ คือ เกาษัร จึงหมายถึง ฟาติมะฮ์ คือผู้ที่ปัญญาและฟิตเราะฮ์ถวิลหาและปรารถนาท่านหญิงอย่างที่สุด
ฟาติมะฮ์ คือ เกาษัร คือ ศูนย์กลางแห่งความดีงาม ในขณะที่ศัตรูของท่าน คือ ศูนย์กลางของความชั่ว ดังนั้น ด้วยกับท่านหญิงฟาติมะฮ์ ความดีและความชั่วจะถูกแยกแยะและเป็นที่รู้จัก
อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาในซูเราะฮ์อัลเกาษัร หลังจากได้ทรงประทานอัลเกาษัรแก่ท่านศาสดาแล้วว่า
فَصَلِّ لِرَبِّک
“ดังนั้น จงนมาซเพื่อพระผู้อภิบาลของเจ้า…”
ฟาติมะฮ์ คือ เกาษัร ซึ่งสิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงหลังจากเกาษัร คือ “นมาซ” ดังนั้น ฟาติมะฮ์ จึงเสมือน อะซานและบทนำเข้าสู่การนมาซของท่านศาสดา และเป็นเสมือนการขออนุญาตสำหรับผู้ศรัทธาสำหรับการเข้าสู่เขตหวงห้ามของอัลลอฮ์ด้วยการมิอ์รอจโดยการนมาซ (ตามนัยของหะดีษที่ว่าการนมาซคือมิอ์รอจญ์ของผู้ศรัทธา)
وانْحَرْ
“และจงเชือดกุรบาน”
ฟาติมะฮ์ คือ เกาษัรที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้แก่ท่านศาสดา และทรงบัญชาให้ทำกุรบาน
และกุรบาน คือ เครื่องหมายของการยอมรับ ความผาสุก และการเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ ดังนั้น ฟาติมะฮ์จึงคือ “ความผาสุกที่แท้จริง” และฟาติมะฮ์คือจุดเริ่มต้นและความต่อเนื่องของการเคารพบูชาและการถวายตัวเป็นบ่าวของอัลลอฮ์
แต่ฟาติมะฮ์ผู้ส่งท่านนี้ เมื่ออิมามอะลีได้นำร่างของท่านหญิงไปฝังและส่งคืนแก่ท่านศาสดา ท่านอิมามอะลีกลับบอกกับท่านศาสดาว่า
سَتُنَبِّئُكَ ابْنَتُكَ بتَضَافُرِ أُمَّتِكَ عَلَى هَضْمِهَا،
فَأَحْفِهَا السُّؤَالَ، وَ اسْتَخْبِرْهَا الْحَالَ؛
โอ้ท่านศาสดา ฟาติมะฮ์จะบอกท่านเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ฟาติมะฮ์จะบอกท่านเองว่าอุมมะฮ์ของท่านได้รวมหัวกันทำร้าย กดขี่และบดขยี้เธออย่างไร?
จงถามท่านหญิงเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น….
هذَا وَ لَمْ يَطُلِ الْعَهْدُ، وَ لَمْ يَخْلُ مِنْكَ الذِّكْرُ
เหตุการณ์อันแสนจะข่มขื่นเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่การเสียชีวิตของท่านและคำมั่นสัญญาที่ท่านเอาจากผู้คนว่าจะรักครอบครัวของท่านนั้นเพิ่งจะผ่านไปไม่นานเลย ในขณะที่ความทรงจำและการรำลึกถึงท่านยังไม่ถูกลืมเลย….(น้ำตาที่ผู้คนร้องไห้เนื่องจากการวะฝาตของท่านศาสดายังไม่แห้งเลย—คราบน้ำตายังติดอยู่บนแก้มเลย)
اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى الصِّدِّيقَةِ فَاطِمَةَ الزَّكِيَّةِ حَبِيبَةِ حَبِيبِكَ وَ نَبِيِّكَ








