ผลของการ “เตาบะฮ์” และ การ “อิสติฆฟาร”

34

ผลของการ “เตาบะฮ์” และ การ “อิสติฆฟาร”

ผลและความเป็นสิริมงคลของการ “เตาบะฮ์”และการ “อิสติฆฟาร” ทั้งทางด้านจิตวิญญาณและทางด้านวัตถุนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่านำมาพิจารณา ซึ่งจะขอกล่าวถึงผลทางด้านจิตวิญญาณเพียงบางส่วนดังนี้

  1. ได้รับความเมตตาและการได้รับอภัยโทษ

وَمَنْ يَعْمَلْ سُوءًا أَوْ يَظْلِمْ نَفْسَهُ ثُمَّ يَسْتَغْفِرِ اللَّهَ يَجِدِ اللَّهَ غَفُورًا رَحِيمًا

“และผู้ใดที่กระทำความชั่วหรืออธรรมแก่ตัวเอง แล้วเขาขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ เขาก็จะพบว่าอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเมตตายิ่ง” (ซูเราะฮ์ นิซาอ์ โองการที่ 110)

มีรายงานจากอิมามมุฮัมบาเกร (อ.)ว่า : ผู้ที่ขออภัยโทษนั้นเปรียบดังผู้ที่ไม่เคยทำบาปมาก่อนเลย

  1. ได้รับความเมตตาและการอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแผ่ไพศาล

ทั้ง ๆที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงรับการขออภัยโทษจากการทำบาป แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงรับการอภัยโทษแค่ใหน  อาจเป็นไปได้ที่บาปนั้นจะหนักอึ้งจนทำให้มนุษย์หมดหวังที่จะได้รับอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ !

เมื่อเราได้ใคร่ครวญในโองการต่าง ๆ เราก็จะได้รับคำตอบว่า ไม่มีเวลาใดและสภาพใดเลยที่มนุษย์จะหมดหวังจากพระผู้เป็นเจ้า และความเมตตาของพระองค์นั้นยังคงแผ่ปกคลุมมวลบ่าวของพระองค์อยู่เสมอ อัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า :

قُلْ يَا عِبَادِيَ الَّذِينَ أَسْرَفُوا عَلَى أَنْفُسِهِمْ لا تَقْنَطُوا مِنْ رَحْمَةِ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ جَمِيعًا إِنَّهُ هُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)โอ้ปวงบ่าวของข้า ! บรรดาผู้ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเอง พวกท่านอย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ”

ถือได้ว่าโองการนี้เป็นโองการที่ให้ความหวังมากที่สุดแก่ผู้ที่ทำบาป ความแผ่ไพศาลของความเมตตานั้นถึงขนาดที่ว่า มีรายงานหนึ่งจากอิมามอาลี (อ.)ว่า : “ไม่มีโองการใดในอัลกุรอานที่จะแผ่ไพศาลมากไปกว่าโองการนี้อีกแล้ว” มีรายงานจากท่านษูบาน ผู้เป็นบ่าวรับใช้ท่านศาสนทูต (ซ็อล ฯ) ว่า : “ฉันไม่ปรารถนาที่จะนำโลกนี้และสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ทั้งหมดมาแลกกับโองการนี้”

จากโองการข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทำบาปไม่ว่าบาปนั้นจะอยู่ในระดับใดก็ต้องไม่หมดจากความเมตตาอันแผ่ไพศาลของพระผู้เป็นเจ้า เพราะพระองค์คือผู้ทรงรับการอภัยโทษและทรงเมตตายิ่ง

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะมีโองการและรายงานต่าง ๆ ให้ความหวังแก่มนุษย์ว่าอย่าหมดหวังจากการให้อภัยโทษของพระผู้เป็นเจ้า แต่ผู้มีศรัทธาต้องเตรียมพร้อมและพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณของอยู่อยู่เสมอ เพราะการมีศรัทธาที่แท้จริงนั้นจะทำให้มนุษย์ไม่กล้าที่จะทำบาปต่อพระองค์

อย่างไรก็ตามบาปย่อมส่งผลที่ไม่ดีแม้ว่ามันจะถูกลบล้างไปแล้วก็ตาม  จะทำให้มนุษย์ถูกกีดกันจากการไปถึงยังจุดสมบูรณ์แบบของความเป็นมนุษย์ด้วยกับความยำเกรงและการประพฤติดี และสิ่งนี้ไม่สามารถนำสิ่งใดมาทดแทนได้เลย

  1. ทำให้จิตผ่องแผ้วและบริสุทธิ์

การ “เตาบะฮ์”และการ “อิสติฆฟาร”  สำคัญอย่างมากในการล้างจิตวิญญาณและจิตให้ผ่องแผ้ว ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ดำรัสว่า : “ จิตใจของมนุษย์เปรียบดังโลหะที่เปรอะเปื้อนด้วยสนิม ดังนั้นจงขจัดสนิมนั้นด้วยการขออภัยโทษและการอ่านอัลกุรอานเถิด”

  1. ได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครองให้พ้นจากการกระซิบกระซาบของชัยฏอน

ชัยฏอน คือศัตรูที่เป็นมาช้านานและสาบานแล้วว่าจะกระซิบซาทุกขณะให้มนุษย์หลงทางให้จงได้ ด้วยเหตุนี้มนุษย์ต้องให้ความสำคัญกับอาวุธที่จะมาต่อสู้เพื่อให้พ้นจากความชั่วร้ายของมัน ท่านศาสนทูต (ซ็อล ฯ)ดำรัสว่า “ บุคคลสามกลุ่มที่รอดพ้นจากความชั่วร้ายของชัยฏอน คือ ผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) , ผู้ที่ร้องให้เนื่องจากเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) และผู้ที่ขออภัยโทษในยามก่อนรุ่งสาง”

  1. ได้รับโอกาสในการเข้าถึงวิทยาการที่ยังคุณค่า

ความรู้และวิทยาการที่ยังคุณค่านั้นได้รับมาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมนุษย์จากถูกกีดกันจากสิ่งอันจำเริญนี้เนื่องจากบาปของพวกเขา แต่เขาจะได้รับประโยชน์จากความรู้และวิทยาการนั้นอีกด้วยกับการ “เตาบะฮ์”และการขออภัยโทษ มีรายงานจากอิมามศอดิก (อ.)ว่า “ ใครก็ตามที่กล่าวขออภัยโทษติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน  เขาจะได้พบกับคลังแห่งวิชาการ , ความร่ำรวยและปัจจัยยังชีพ”