มูฮัมมัด(ศ) รัศมีอันจำรัสอุบัติเหนือความมืดมน ตอน “สถานภาพของผู้หญิงในสังคมก่อนการมาของอิสลาม”
ตามทัศนะของชาวอาหรับ ผู้หญิงก็คือสิ้นค้าตัวหนึ่ง เป็นทรัพย์สินของพ่อ หรือสามี หรือลูกชาย หลังจากคนพวกนี้เสียชีวิต หล่อนก็จะต้องตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาทต่อไป การมีลูกสาวถือเป็นเรื่องอับอายขายหน้า บางเผ่าถึงขนาดฝังเด็กหญิงทั้งเป็น
ในอิหร่านโบราณ ระบบสังคมชนชั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีเด่นไปกว่านี้ในเรื่องสถานภาพของผู้หญิงเลย
ในกรีก ผู้หญิงก็คือสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่น่ารังเกียจ เป็นผลผลิตของมารร้ายและเหมือนสิงสาราสัตว์
ในอินเดียก็เช่นเดียวกัน พวกนางจะต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของสามี พ่อ หรือลูกชายตลอดสิ้นอายุขัย
จำต้องเรียกสามีตัวเองว่าเป็น “พระเป็นเจ้า” “นาย” หรือ “เจ้านาย” เลยทีเดียว นางเป็นเสมือนทาสคนหนึ่งที่ไม่มีสิทธิครอบครองทรัพย์สมบัติใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากสามีตายแล้ว นางก็ไม่มีสิทธิ์มีสามีใหม่ การเผาตัวเองพร้อมกับร่างของสามี ก็เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาของชาวอินเดีย
ในญี่ปุ่น ผู้หญิงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อ หรือสามี หรือลูกชายตลอดชีวิต และลูกสาวไม่มีสิทธิ์ในกองมรดกใด ๆ ทั้งสิ้น
ในจีน พ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวมีอำนาจเด็ดขาดถึงขนาดสามารถที่จะขายภรรยา หรือลูก ๆ ของตัวเองให้เป็นทาสได้ และบางทีก็สามารถฆ่าได้ด้วย
วิลล์ ดูแรนท์ ได้ถ่ายทอดกลอนบทหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกวีสมัยโบราณซึ่งแสดงให้เห็นความเจ็บปวดของสตีรว่า:
“การเป็นหญิง ช่างขมขื่นอะไรเช่นนี้ ในพื้นพสุธา ไม่มีอะไรที่ไร้ค่ายิ่งกว่านี้อีกแล้ว เมื่อทารกน้อยที่เป็นหญิงลืมตาดูโลก อย่าได้ไปหาความรื่นเริง ยิ้มแย้มแจ่มใสจากใบหน้าของผู้ใดเลย”
ในสังคมเช่นนั้น ลูกสาวไม่มีคุณค่าอันใดเลย บางทีนางก็ถูกปล่อยไว้กลางที่สาธารณะให้ผู้เดินผ่านไปมาได้เชยชม
ชาวโรมันถือว่า ผู้หญิง คือตัวจำแลงที่สมบูรณ์แบบแห่งความชั่วร้าย พวกหล่อนเหมือนเด็ก ๆ ที่ต้องมีผู้ดูแล
ใช่แล้ว สังคมเวลานั้นในทุกสภาพการณ์ จมดิ่งสู่ความมืดมนอันธการ ความเสื่อมเสีย และความกดขี่ทุกรูปแบบ
ทุกมุมโลกไม่ปรากฏแสงสว่างเลยแม้เพียงจุดเล็กๆ ถึงแม้ว่าจะยังคงมีความปรารถนาที่จะแก้ไขอยู่ในส่วนลึกของสัญชาตญาณทางธรรมชาติอันบริสุทธิ์อยู่ และที่ดูเหมือนว่าจะตายไปแล้วครึ่งตัวก็ตาม แต่มันก็ยังคงเวียนวนอยู่ในสภาพแห่งความต่ำต้อย ตัณหาราคะ และการรีดนาทาเร้นในด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งสภาพแห่งความยากจน ตกต่ำนั้นไม่อาจเป็นแนวทางที่เปิดสำหรับผู้แสวงหาแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ และความไพบูลย์ได้เลย
ความมืดมนอันธการเสมือนเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมอยู่เหนือท้องฟ้าแห่งการดำรงชีวิตประจำวันของสังคมในเวลานั้น
ความมืดมิดเป็นเสมือนผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาดซึ่งมีเพียงการขึ้นของดวงอาทิตย์เท่านั้นที่จะสามารถไล่ความมืดมิดนั้นไปได้
ความมืดมนอันธการในโลกอาหรับ ดูจะมืดสนิทยิ่งกว่าส่วนใดของโลกในเวลานั้น หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือพวกเขาได้จมดิ่งสู่ขุมลึกที่สุดแห่งความต่ำต้อยและความเลวร้าย
ขอให้เรามาฟังสภาพโลกอาหรับเวลานั้นจากปากของผู้ที่ดีที่สุด ท่านอิมามอะลี(อฺ) โดยท่านได้กล่าวว่า
“พวกเจ้า ชาวอาหรับทั้งหลายเอ๋ย ก่อนหน้านั้น พวกเจ้าเคยเคารพบูชาลัทธิที่เลวที่สุด มีชีวิตอยู่ในที่ ๆเลวร้ายที่สุด พวกเจ้าเคยดื่มกินน้ำขม กินของที่ยังไม่สุก หลั่งเลือดกันและกันเอง ตัดญาติขาดมิตร พวกเจ้ากราบไหว้รูปปั้น และไม่เคยออกห่างจากการทำความชั่วทุกรูปแบบ…”







